INTERVIEW 03 สัมภาษณ์ครั้งที่ยากที่สุด
posted on 12 Feb 2006 11:08 by loft in WORKINGครั้งที่ 3 สัมภาษณ์ครั้งที่ยากที่สุด
หลังจากที่ครั้งแรกผ่านไปเมื่อตอนที่ยังเรียนไม่จบ ครั้งที่ 2 ก็ใช้ระยะเวลาหลังจากครั้งแรกแค่ 3 วันแต่ว่าการสัมภาษณ์ที่นี่ไม่ได้มีร่องรอยอารยธรรมเหลือมาถึงปัจจุบันสักเท่าไหร่ สำหรับครั้งที่ 3 นี่มันผิดกัน นับจากวันนั้นจนวันนี้เหตุการณ์ทุกๆอิริยาบถยังเหมือนกับเพิ่งผ่านมาไม่นานนัก ค่าที่ว่ามันเป็นการสัมภาษณ์ที่ยากที่สุดมาจนถึงป่านนี้
อย่างที่บางคนคงพอจะจำได้บ้างว่าตัวผมเองนั้นจบสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เคยมีเขียนไว้บ้างในไดอารีลองไปหาย้อนๆดู ตอนที่เลือกเรียนเพราะคิดว่าอยากเป็นมนุษย์ทองคำ อยากเป็นคนทำงานเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ผมเลยเลือกเรียนสาขานี้ในปีที่อาการต้มยำกุ้งกำลังออกอาการเจไปทั่วเอเชีย กลังจากเรียนครบหลักสูตร 4 ปี วันดีคืนดีก็มีบริษัทนึงที่เป็นบริษัทไฟแนนซ์ระดับบิ๊กๆของประเทศตอบรับจดหมายการสมัครงานของผม
เป็นเวลา 2 อาทิตย์พอดีหลังจากการสัมภาษณ์ครั้งแรกและก็พอจะมีประสบการณ์ในสนามจริงบ้างแล้ว คุณผู้หญิงทางปลายสายก็เลยนัดมาสัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ตรงถนนสาธรซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แต่จากครั้งที่แล้วที่หลงทิศก็เลยดิ้นรนหาแผนที่มาได้แน่ๆแล้วว่าไม่หลง ทางนู้นเค้านัดตอน 9 โมงเช้า เราก็ไปถึงตั้งแต่ 8 โมงเผื่อเวลาไว้พอประมาณก็เดินหาข้าวแกงแถวนั้นกินได้ พอ 9 โมงปุ๊บก็เดินขึ้นลิฟท์ไปยังบริษัทนี้
พอก้าวขาออกจากลิฟท์ แอร์ก็เย็นเฉียบเหมือนห้องแช่แข็ง แลกบัตรอะไรเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็พาเข้ามานั่งในห้องเล็กๆรอสัมภาษณ์ นั่งอยู่บนชั้นสูงๆนี่มันดีอย่างนี้นี่เองวิวสวยเชียว เห็นกรุงเทพทั้งเมือง ระหว่างที่กำลังเคลิ้มประตูก็เปิดเข้ามาแล้วก็มีเจ้าหน้าที่ชายแนะนำตัวเองพร้อมกับอธิบายขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์
ขั้นแรก เป็นการทำข้อสอบข้อเขียนครับ โดยที่มีทั้งหมด 6 ชุด ให้เวลาชุดละ 30 นาที โดยที่ทำถูกได้แต้ม ทำผิดหักแต้ม ครบเวลาเมื่อไหร่เก็บข้อสอบชุดเดิม แล้วเอาชุดใหม่ไปทำ ข้อสอบทั้ง 6 ชุด ก็เป็นการวัดเกี่ยวกัความสามารถด้านต่างๆ เช่น การคำนวณ การใช้ภาษา กลศาสตร์ ธุรกิจ สังคม และก็มิติสัมพันธ์ ฟังดูก็ยากประมาณนึงใช่มั๊ยครับ แต่จะยากขึ้นไปอีกนิดนึง คือข้อสอบทุกชุดเป็นภาษาอังกฤษ!! ไอ้ชุดเกี่ยวกับคำนวณ หรือมิติสัมพันธ์มันก็โอเคหรอกเพราะมันเป็นภาษาสากล แต่ส่วนที่เกี่ยวกับภาษานี่สิ อ่านกันแบบว่าดูไม่จืด ระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องคนเดียว พื้นที่เท่าแมวอ้วนดิ้นตายเนี่ย เค้าก็เตรียมเหยือกน้ำไว้ให้เต็มๆ คงเอาไว้ให้ชะโงกดูเงาหัวตัวเองน่ะ ทำๆไปก็ดูเวลา อีตาเจ้าหน้าที่ก็ตรงเวลาเหลือเกิน เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ใครๆว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ แต่ผมว่าเวลาที่เราเสียสติก็น่าจะผ่านไปเร็วพอกัน
พอทำเสร็จข้อสอบด้านสังคมที่อ่านเยอะเหลือหลาย คุณพี่เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกว่า ยังไงเดี๋ยวให้ไปทานข้าวแถวนี้ก่อนแล้วบ่ายโมงขึ้นใหม่ ที่ห้องนี้นะครับ อืม ตอนนั้นก็รู้สึกหูอื้อๆ ลงมาอยู่ที่ร้านข้าวแกงได้ยังไงไม่เข้าใจ ระหว่างกินข้าวผมก็พยายามเอาอ็อกซิเจนเข้าไปสูบฉีดให้มากที่สุดกันอาการหน้ามืดระหว่างทำข้อสอบตอนบ่าย
ตอนบ่ายเป็นการสอบสัมภาษณ์ขั้นต่อไป ขั้นนี้ก็เป็นในส่วนของการสอบข้อเขียนคือเขียน essay 3 ข้อพร้อมกับกระดาษมาอีกปึกใหญ่ ระหว่างนั้นก็นั่งปั่นต้นฉบับส่งไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เค้นออกมาได้ทั้งหมด 3 หน้า เสร็จที่เวลาเกือบบ่าย 3 โมงเย็น
ตบท้ายรายการด้วยการสัมภาษณ์กับคุณหัวหน้างาน ระหว่างนั้นก็เอ๋อๆ แล้วมั๊งเค้าถามอะไรมั่งตอนนี้จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่คำถามที่คาใจจนบัดนี้ก็คือว่า ถ้าผมให้ดูงบการเงินแล้วจะอ่านได้หรือเปล่าครับ เราตอนนั้นก็ตอบไปประมาณว่า ยังไม่ค่อยรู้เรื่องบัญชีเท่าไหร่ (ที่เรียนมาตัวเดียวก็ประทับใจเหลือเกิน) หลังจากนั้นเค้าก็สรุปคะแนนของเราให้ฟังว่าจุดที่โดเด่นของเราที่สุดที่ได้คะแนนสูงก็คือในเรื่องของการคำนวณ ส่วนด้านอื่นๆก็แถวๆค่าเฉลี่ย ต่ำกว่าเฉลี่ยบางตัว หลังจากนั้นก็อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงานให้ฟัง บลา บลา ก่อนจะจบด้วยประโยคยอดฮิต ยังไงก็เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อไปอีกครั้งนะครับ หลังจากนั้นก็เดินออกมาจากตึกด้วยอาการสะโหลสะเหลสุดๆ ก่อนกลับบ้านด้วยเวลา 4 โมงเย็น
ข้อมูลเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้
บริษัททำเกี่ยวกับไฟแนนซ์ โดยมีหลายกลุ่มธุรกิจเป็นบริษัทที่มารู้ตอนหลังว่าเข้ายากและมีสวัสดิการ ผลตอบแทนดี สำนักงานใหญ่อยู่ที่ต้นๆสาธร ตอนนี้เห็นป้ายโฆษณาว่าแบ็งค์แล้ว
ตำแหน่ง credit officer
คุณสมบัติ ทักษะการวิเคราะห์ดี ภาษาอังกฤษเยี่ยม เก่งการเงิน การบัญชี
เงินเดือน ไม่ระบุ แต่รู้สึกว่าจะสตาร์ทดี เพราะมันสอบยากเหลือเกิน
วันเดือนปีที่สัมภาษณ์ นานมาแล้วประมาณ 5 ปี
ข้อคิดจากการไปสัมภาษณ์ครั้งนี้
ทำให้ได้ประสบการณ์การสัมภาษณ์แบบยากๆ
รู้ว่าการรับคนเข้าทำงานเค้ามีหลายวิธีในการคัดเลือก
ป.ล. ใครจะทายได้มั่งว่าบริษัทอะไร อิอิ

วันก่อนเราก็ไปสมัครงานที่ siemens มา
ก็เจอข้อสอยภาษาอังกฤษเหมือนกัน
คิดแล้วว่าคงไม่ได้งานนี้แน่ เพราะว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษเพียงพอ
ว่ากันง่ายๆ ก็คือภาษาที่สองเรายังไม่ได้เรื่องเลย
#1 By :: Improvised Heart :: on 2006-02-12 18:10