การเขียนนี่เป็นช่องทางที่ช่วยคนเราในการบริหารจัดการอารมณ์ได้ดีทีเดียว คราวนี้ที่หยุดสองวันก็มีเรื่องรบกวนจิตใจมาให้คิดประมาณนึง
เอาจากอันที่ดีก่อน
วานซืนนั้นเป็นวันที่ประเมินสิ้นปี ซึ่งตอนแรกต้องคุยกับฝรั่งพร้อมกับพี่ที่เป็นหัวหน้าคนใหม่ด้วย แต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็นว่าได้คุยกับฝรั่ง 2 ต่อ 2 ซึ่งฝรั่งก็ทำเอกสารรายการประเมินตามมาตรฐานเรียบร้อยดี ซึ่งก้มีแยกเป็นหัวข้อๆ แล้วก็ให้เกรดเรา ว่าอยู่อันไหนบ้าง ซึ่งตัววัตถุประสงค์ที่เราจะต้องบรรลุนั้นก็ทั้งหมด 17 ข้อ ซึ่งบางข้อได้รับการประเมินเพราะว่า เป็นข้อพื้นฐาน ขณะที่บางข้อจะไม่ได้รับการประเมินเพราะว่าเป็นข้อเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ซึ่งก็จะยกเป็นวัตถุประสงค์ของคราวหน้าที่เราจะต้องถูกประเมินต่อไป
ก็คุยๆกันไปพูดจากแลกเปลี่ยนความคิดผลก็คือว่า เราได้รับการประเมินทั้งหมด 12 จาก 17 ข้อ อีก 5 ข้อยกไปคราวหน้า ซึ่งเกรดก็จะแบ่งเป็น 4 ระดับ ถ้าเทียบเป็นไทยก็คือ ดียอดเยี่ยม (ทำได้มากกว่าดีกว่าจุดประสงค์) ดี(บรรลุจุดประสงค์) ปานกลาง(ทำแต่ยังไม่บรรลุจุดประสงค์) พัฒนา(ไม่ได้ทำ) อันนั้นคือเกรด ของเราได้ 1 ดียอดเยี่ยม 10 ดี 1 ปานกลาง ซึ่งก็ดูโดยรวมแล้วก็น่าพอใจ ก็ไม่ค่อยได้เถียงอะไรกันเท่าไหร่ อันนี้ก็ออกแนวลั๊ล ลา หน่อย
คราวนี้เอาเรื่องปวดหัวหน่อยละกัน
ปวดหัวเรื่องกิจกรรมนักเรียนของเรา คือว่าอาทิตย์หน้าจะมีการไปออกค่ายพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำที่เราเรียนปริญญาโทอยู่ ทีนี้แต่ละวิชาเอกจะต้องส่งการแสดงบนเวที เราซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี(ถ้าไม่รับหน้าเสื่อก็ไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อน) ก็เลยเป็นตัวแทนภาควิชาไปกลายๆ เวลาเข้าประชุมกับทางมหาวิทยาลัย แล้วก็เอามาประชุมกับเพื่อนที่เรียนภาคเดียวกัน
ทีนี้ความที่คนเรามันก็มีทั้งที่อยากทำกิจกรรมและก็ไม่อยากทำ เรื่องมันออกมาแนวว่าประชุมกันคราวนี้ก็เลือกกันความคิดนึง พอมาคราวหน้าคนที่เข้าประชุมก็ปรับมาเป็นอีกอันนึง จนครั้งสุดท้ายก็ยังเปลี่ยนกันอีก เอ้าไม่ว่ากัน พอจบประชุมไปก็มีโทรศัพท์มาพยายามจะล็อบบี้ขอเปลี่ยนการแสดง แล้วตอนอยู่ในห้องไม่พูดกัน ห้องประชุมเค้ามีไว้ให้แสดงความคิดเห็น พอมีข้อตกลงแล้วก็มาเปลี่ยนนอกรอบอย่างนั้นจะประชุมกันทำไม แล้วจะพูดกับคนอื่นยังไงเพราะทุกคนที่แบ่งงานก็เข้าไปสู่ขั้นตอนทำงานกันแล้ว ถ้ายกเลิกไอเดียที่ผ่านที่ประชุม คราวนี้รับรองว่าไม่คนทำงานแน่ๆ เพราะว่าเปลี่ยนหลายรอบแล้ว จะทะเลาะกันเพราะเรื่องอย่างนี้มันก็ไม่คุ้ม แต่จริงๆที่มาเรียนกันนี่ อายุก็ไม่น้อยแล้ว หน้าที่การงานก็เป็นระดับผู้จัดการกันซะส่วนใหญ่(ตัวตั้งตัวตีที่จะเปลี่ยนการแสดงเนี่ยนะ)
จริงๆการแสดงก็ไม่ได้มีอะไรที่ยากเย็นเลย เตรียมตัวนิดหน่อย สำหรับคนที่อายเราก็มีทางออกไว้ให้แล้ว ถ้าทุกคนไม่เสียสละความเป็นตัวเองเล็กๆน้อยๆ บ้าง มันจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร เพราะว่าเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน
ชีวิตถ้ามองที่อุปสรรค เมื่อไหร่มันจะถึงจุดหมาย
posted on 09 May 2006 21:19 by loft in WORKING
----------------------------------------------------------------------------------------------
INTERVIEW 10
ระมัดระวังเกี่ยวกับการตั้งราคา
----------------------------------------------------------------------------------------------
นานมาแล้วสมัยที่ยังทำงานใหม่ๆ ที่ทำการตลาดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ (สัมภาษณ์ครั้งนี้) ระหว่างที่ทำงานไปได้สักระยะนึงเริ่มที่จะมีประสบการณ์จริงมากขึ้นแล้ว ก็มีเหตุให้เราต้องน้อยเนื้อต่ำใจกับหัวหน้า ก็เลยมีแอบไปสมัครงาน โดยที่สมัครผ่านพี่ที่รู้จักกัน ทำงานอยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ เค้ามีน้องสาวเป็นผู้บริหารอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่น ใบสมัครเราก็เลยไปถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว
และแล้วก็มาถึงวันที่สัมภาษณ์
ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนมาสัมภาษณ์เยอะเหมือนกัน แป๊บเดียวก็ได้เรียกเข้าห้อง แล้วก็เจอกับท่านๆกรรมการเต็มห้องเลย เหมือนกับตอนที่สัมภาษณ์ที่บริษัทนี้เลย ระหว่างนั้นก็ถามตอบกันไปตามปรกติ เล่าเรื่องราว ชีวิตการเรียน การทำงาน ที่ยังจำได้ก็คือว่าเค้าถามว่าทำงานหนักได้หรือเปล่า เพราะว่าการตลาดที่นี่บางครั้งต้องกลับดึกดื่นๆ เราก็ตอบไปว่าได้อยู่แล้วเพราะว่าต้องรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด (แหะ แหะ) วันนั้นก็จบการสัมภาษณ์ไปด้วยดี
อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีโทรศัพท์จากทางนั้นแจ้งมาว่ารับแล้ว ทีนี้เราก็เลยถามไปว่าเงินเดือนเท่าไหร่ครับ เค้าก็บอกว่าเท่าที่น้องขอมาแหละค่ะ เราก็แบบว่า เฮ้ย ตอนที่กรอกใบสมัครดันกรอกเงินเดือนเท่าเดิม อารมณ์ที่กำลังเซ็งงานเดิมจัด เราก็เลยผลัดเค้าไปอีกนิดหน่อยเพราะว่าต้องคิดดีๆ แล้วท้ายที่สุดก็ต้องโทรไปขอโทษเค้าเพราะว่าคงจะสละสิทธิ์
เหตุผลหลักๆก็คือ เรื่องของเงินเดือน การเดินทาง แล้วก็วัฒนธรรมองค์กร เคยตั้งใจไว้ว่าไม่ทำงานบริษัทญี่ปุ่น อยากทำกับฝรั่งมากกว่า
ประเภทธุรกิจ
ตำแหน่ง
คุณสมบัติ
หน้าที่รับผิดชอบ
เงินเดือน เริ่มต้น
วันเดือนปีที่สัมภาษณ์
ข้อเสนอแนะ
edit @ 2006/10/26 21:22:57
posted on 17 Apr 2006 08:59 by loft in WORKING
----------------------------------------------------------------------------------------------
INTERVIEW 09 รถไฟชนกัน
----------------------------------------------------------------------------------------------
ความเดิมจบตรงที่ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทฝรั่งแล้วเจอคุณพี่ 2 คนกวนๆ วันนั้นก็ตอบคำถามได้โอเค พอลากลับ ไปนั่งฟังผลอยู่ที่บ้าน 1 อาทิตย์ก็แล้ว ก็ยังไม่มีโทรศัพท์มา 2 อาทิตย์ก็แล้วก็ยังไม่มีโทรศัพท์มา เออ เค้าคงยุ่งๆ แต่ในใจก็แบบว่า แป้วๆ สงสัยจะแป้ก แน่เลย
โดยปกติแล้วการเรียกสัมภาษณ์ กรณีถ้าได้ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์จะรู้ผลภายใน ไม่เกิน 3 วันทำการ อย่างมากไม่เกิน 1 อาทิตย์ ส่วนกรณีที่ไม่ได้นี่ในเมืองไทยเนื่องจากเรามีวัฒนธรรมในการไม่ต้องการเผชิญหน้า(ซึ่งต่างจากฝรั่ง) จะให้เวลาเป็นเครื่องรักษาความบอบช้ำเอง ดังนั้นจะน้อยมาก ถ้าคุณไม่ผ่านการสัมภาษณ์ แล้วจะได้รับการแจ้ง ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม
ระหว่างนั้นก็เคยโทรไปถามครั้งหนึ่งปรากฏว่าเราก็ติดต่อคุณพี่ตัวโตได้เค้าก็บอกว่าตอนนี้ยังอยู่ในโปรเซสอยู่ อืม นั่นก็สองอาทิตย์เข้าไปแล้ว ปฎิเสธอ้อมๆ ป่าวหว่า
พอมีได้โทรคุยกับเพื่อน มันก็บอกว่า เออ ตอนนี้มีแบ็งค์กำลังรับสมัครงานอยู่ ก็แต่ไปสอบข้อเขียน แต่ว่าคนจะสอบกันเยอะหน่อยเพราะว่าแบ็งค์ใหญ่ สามารถอ่านไดได้ที่นี่ ไปกรอกใบสมัครแล้วก็สอบอะไรเรียบร้อย ก็ปรากฏว่าได้ พอโทรมาบอกแม่ แม่ก็ตอบว่า อืม พี่ที่บริษัทฝรั่งโทรมาแล้วนะ ว่ารับแล้ว แม่ก็เล่าต่อว่า พี่เค้าก็ถามว่าเราไปไหน แม่ก็ตอบพี่เค้าไปว่า ก็เค้าก็รอคุณไม่ไหวน่ะสิ ก็ออกไปสอบข้อเขียนที่แบ็งค์แล้ว (แม่เรามีเหน็บ) พี่เค้าก็บอกว่า เผอิญช่วงนี้งานยุ่งๆครับ ยังไงก็ฝากบอกเค้าด้วยละกันว่า ได้งานแล้ว ยังไงให้ติดต่อกลับด้วย
พอเรากลับมาบ้านก็มานั่งคิดนอนคิดว่า จะเอาที่ไหนดีหว่า แบ็งค์ก็น่าสนใจ บริษัทฝรั่งนี่ก็ดี แบ็งค์โบนัสก็ดี ฝรั่งให้เงินเยอะกว่า อืม ปวดหัว
อันนี้เป็นกรณที่เกิดเป็นปรกติสำหรับคนที่สมัครงานแล้วได้งาน ว่าจะต้องมีมารผจญเสมอๆ คือพอได้ทีหนึ่งแล้วจะมีที่อื่นมาอีกเป็นพรวน บางทีเงียบไปชาติเศษไม่มีใครโทรศัพท์มาเลย พอได้ปุ๊บ คนนั้นก็จะเอา คนนี้ก็จะจ้าง เคยมีครั้งนึง กำลังเซ็นต์สัญญาจ้างงาน มีโทรศัพท์มาตามไปสัมภาษณ์ อืม ครั้งนั้นก็เสียดายเหมือนกันนะนั่น
คราวนี้จะบอกถึงหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจประกอบกรณีที่ต้องเลือก
งาน อันไหนที่เราสนใจมากกว่า มีสองประเด็น อันแรกคือเรามีประสบการณ์มาก่อน อันนี้ก็จะทำให้เราเริ่มต้นได้เร็ว ไปได้ไว ส่วนอีกอันหนึ่งคือ ได้ประสบการณ์ใหม่ ข้อนี้จะเป็นข้อดีในเชิงที่ว่า ได้เพิ่มศักยภาพของตัวเอง เป็นประโยชน์ต่อตัว
เงินเดือน ควรพิจารณา งานที่ให้เงินเดือนสูงกว่าก่อน ไม่ใช่ว่าหน้าเลือดแต่ว่ามีเหตุผล เงินเดือนก็เหมือนทุน เพราะว่าในชีวิตการทำงาน ทุกอย่างจะสัมพันธ์กับเงินเดือน การขึ้นเงินเดือน ขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 10 เปอร์เซ็นต์ของ 12,000 ย่อมดีกว่า 10,000 แน่ๆ อีกอย่างเมื่อคุณมีโอกาสจะได้โปรโมทแรงเสียดทานของคนที่เงินเดือนสูงจะน้อยกว่าคนที่เงินเดือนต่ำกว่า (เหมือนกับว่า ช่องมันไม่ถ่างมาก ไม่ต้องอธิบายเยอะกับคนที่ตัดสินใจ) อีกทั้งเงินเดือนเป็นเหมือนป้ายบอกราคาความสามารถของเราในตลาดกลายๆ เงินเดือนสูงเหมือนจะบอกว่าเรามีความน่าสนใจให้เค้าเรียกไปคุยต่อ กรณีหางานใหม่นะ
การเดินทาง ข้อนี้ก็ควรพิจารณา เพราะถ้าเสียเวลาในการเดินทางมาก จะทำให้เราเสียพลังงานโดยใช่เหตุ ทำให้ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เคยมีประสบการณ์ทำงานข้ามเมือง ไม่ไหว ร่างกายมันล้าเกินไป
การเติบโตของธุรกิจ ควรเลือกทำงานกับบริษัทที่กำลังจะโต ไม่ใช่กำลังจะตาย ถ้าเลือกทำงานกับบริษัทที่กำลังจะโตจะให้คุณมีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย แถมยังมีโอกาสที่จะได้หมุนเวียนเปลี่ยนงานในองค์กรอีกด้วย ถ้าได้อยู่หน่วยงานที่สำคัญก็ยิ่งดี มีโอกาสได้แสดงฝีมืออีกมากทีเดียว
ขนาดของบริษัท ถ้าเลือกบริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะได้เรียนรู้งานที่เป็นระบบโดยรวม แต่ว่าจะทำหน้าที่เฉพาะด้านมากกว่า ถ้าเป้นเด็กจบใหม่ถ้ามีโอกาส อยากให้มีโอกาสได้เรียนรู้ระบบ พอรู้จักระบบเราก็จะสามารถพลิกแพลงกับองค์กรประเภทอื่นๆได้ แต่ข้อเสียของบริษัทใหญ่ๆคือ โอกาสที่จะโตอย่างรวดเร็วนั้นยาก นอกจากว่ามีความสามารถจริงๆ ส่วนบริษัทเล็กจะเพิ่มทักษะหลากหลายกว่าเพราะว่ามีแนวโน้มที่จะต้องทำผสมปนเปไปหมด ซึ่งข้อดีคือทำให้เราเห็นมุมมองของความเป้นเจ้าของไปในตัว
ตอนนั้นสมัยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วมองเพียงเท่านี้ แต่จริงๆมีข้อที่ช่วยตัดสินใจเยอะกว่านี้เยอะ แต่เท่านี้ก็คงพอจะให้มุมมองประกอบการตัดสินใจได้พอสมควร