interview

"ควอลิตี้โปรไฟล์"แนะเคล็ดลับ 7 วิธี หางานอย่างไรให้ได้งานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่ปีนี้คาดการณ์กันว่าจะมีคนตกงานถึงกว่าล้านคน ตั้งแต่การเตรียมตัว รู้ความต้องการของตลาด กระทั่งการเลือกองค์กรที่เหมาะสมกับตัวเอง

วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 มีการคาดการณ์ว่าอัตราของคนว่างงานจะสูงกว่า 1 ล้านคนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มถึง 2 ล้านคน ทั้งจากผู้ที่ถูกปลดออกจากงานและบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เมื่องานดีๆ มีจำนวนจำกัด การสมัครงานอย่างไรให้ได้งานจึงเป็นเรื่องที่หลายคนคิดหนักว่าจะเตรียมตัวอย่างไรให้เป็นที่ต้องการของนายจ้างโดยเฉพาะกับบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องเจอศึกหนักในปีนี้

cmmu

แม้หลายคนจะได้รับคำปรึกษาที่ดีจากคนใกล้ตัวก็ไม่อาจแน่ใจว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยให้การสมัครงานมีความเสี่ยงน้อยลง การเกิดขึ้นของโปรแกรม "THE GRAD" ของบริษัทควอลิตี้โปรไฟล์ จะเป็นเหมือนตัวช่วยให้ผู้สมัครมีความมั่นใจในการสมัครงานและค้นพบศักยภาพของตนเองได้ง่ายขึ้น

"คนส่วนใหญ่ที่สมัครงานแล้วไม่ได้งานก็เพราะไม่รู้จักการเตรียมความพร้อม หรือคนรอบข้างที่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้มีความรู้จริง เราพยายามเป็นเหมือนโค้ชให้เด็กว่าทำอย่างไรให้เขาโดนใจนายจ้าง สื่อให้ผู้จบการศึกษาใหม่เข้าใจ ที่ผ่านมาไม่ได้นำเสนอความรู้ความสามารถที่จะทำให้บริษัทมั่นใจที่จะรับเข้าทำงาน เพราะบริษัทย่อมแสวงหาคนที่จะไปช่วยสร้างความเจริญเติบโตมากกว่าจะรับคนที่มีแนวโน้มจะไม่สร้างผลงานเข้าทำงาน ผู้สมัครงานที่อยากจะได้งานก็ต้องมองว่าตนเองสามารถให้อะไรกับองค์กรได้บ้าง และเตรียมพร้อมให้ดี" ปิยะมิทน์ รังษีเทียนไชย กรรมการบริหารบริษัท ควอลิตี้โปรไฟล์ จำกัด กล่าว

นอกเหนือจากการมีโปรแกรมเป็นตัวช่วยแล้ว สิ่งที่บัณฑิตควรรู้เพื่อเตรียมพร้อมเบื้องต้นก็ไม่ควรละเลย จากประสบการณ์กว่า 15 ปีของ "ปิยะมิทน์" ที่ทำงานด้านการแนะแนวให้คำปรึกษาและสรรหาบุคลากรให้กับบริษัทชั้นนำ และมองเห็นปัญหาของผู้สมัครงานมามากมาย เขาได้แนะแนวทางก่อนเข้าการสมัครงานโดยสรุปได้ 7 ข้อต่อไปนี้

1.รู้จักตนเอง ว่ามีศักยภาพด้านไหน รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก การรู้จักตนเองก็ต้องเริ่มจากการที่เราลองไล่ดูว่าเราต้องการอะไร อยากเป็นอะไร คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักตนเองเพราะใกล้ตัวเกินไปจึงไม่ใส่ใจ ลองคิดดูว่าในระหว่างที่เรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาเราเรียนรู้อะไรมากขึ้น จากตอนมัธยมบ้าง นั่นคือการมองย้อนไปดูประสบการณ์ที่เรามี และต้องย้อนกลับมาถามตนเองว่าถ้านายจ้างจะจ้างเรา เรามีอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีบ้าง อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยทดสอบ วิเคราะห์ความถนัดในแต่ละด้านหรือบุคลิกภาพของคน

2.รู้ความต้องการตลาด ว่าต้องการคนแบบไหน มีอะไรที่เราสามารถไปสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านั้นได้บ้าง จากนั้นค่อยกลับมาดูว่าเราสนใจงานด้านไหน เมื่อหางานที่เราชอบได้ความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักและพิชิตงานนั้นให้ได้ก็จะตามมา เหมือนเวลาเราไปชอบใครสักคนหนึ่ง ก็ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนั้นให้มากที่สุดเพื่อที่จะชนะใจเขาให้ได้

3.หาองค์กรที่เหมาะกับเรา เป็นใครก็คงต้องการทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่และมั่นคง จึงมีแห่คนไปสมัครจำนวนมากทั้งๆ ที่อาจไม่เหมาะกับตนเอง ในตลาดยังมีองค์กรอีกมากมายที่ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจึงไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุด เพราะการรับคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าทั้งกับตัวองค์กรเองและคนทำงาน ในขณะที่คนที่มีความสามารถมากๆ เข้าไปทำงานในองค์กรแบบนี้จะรู้สึกเบื่อหน่ายและเกิดปัญหากับองค์กร

4.เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อก้าวไปสู่การเป็นมืออาชีพจะต้องเรียนรู้การพัฒนาบุคลิกภาพให้น่าสนใจและฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักพึ่งพาตนเองและให้ความช่วยเหลือผู้อื่น คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยทำให้เราก้าวไปสู่การมีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้วิธีการสัมภาษณ์งานรวมไปถึงการเจรจาต่อรองกับผู้ว่าจ้างเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน

5.การนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล การเขียนประวัติส่วนบุคคลหรือเรซูเม่อาจหาตัวอย่างได้ทั่วไป แต่ทางที่ดีควรเขียนด้วยตนเองและเรซูเม่ก็ไม่ควรยาวเกินไป ควรเขียนให้สั้นและกระชับจบได้ภายใน 1 หน้า อธิบายเฉพาะเนื้อหาสำคัญ อย่างเช่น ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ที่ทำในระหว่างเรียน หรือสิ่งที่เรียนมาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครอย่างไร หากพิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด การเลือกใช้แบบตัวอักษรก็สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพหรือความสามารถของผู้สมัครได้ จึงควรเลือกแบบตัวอักษรให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครงาน และให้ระวังการใช้แบบตัวอักษรของภาษาไทยในภาษาอังกฤษ เพราะมีระยะบรรทัดไม่เท่ากัน เมื่อเขียนเสร็จตรวจทานระวังอย่าให้มีข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างปี พ.ศ.เกิด เพราะอาจแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย สุดท้ายอย่างลืมคัดเลือกรูปถ่ายที่ดูดีที่สุดเพราะบุคลิกภาพก็มีส่วนสำคัญในการรับคนเข้าทำงาน

6.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายในชีวิตของตนเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเดินไปถึงเป้าหมาย นั่นสิ่งที่หลายคนลืมที่จะวางแผนเส้นทางชีวิตของตนเอง พอเราได้รับการบรรจุงานก็จะคิดว่านายจ้างเป็นคนกำหนดการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น แต่จริงๆ แล้วคือตัวเราเองที่ต้องมองว่างานของเรามีพัฒนาการไปถึงไหน มีประสบการณ์พอแล้วหรือยัง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด เราต้องวางแผนว่ากี่ปีเราจะก้าวไปสู่ผู้เชี่ยวชาญ มืออาชีพ และก้าวไปสู่ผู้บริหาร เมื่อรู้ระยะทางก็จะถึงจุดหมายเร็ว หากเดินเป็นเส้นตรงก็จะถึงเร็ว แต่ปัญหาของคนคือจะมีสิ่งเร้าเข้ามาทำให้เดินหลงทางจนต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าเราวางแผนชีวิตและรู้ศักยภาพตนเองแม้นายจ้างมองไม่เห็นเราก็สามารถเปลี่ยนไปสมัครงานในตำแหน่งที่สูงกว่าได้

7.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เมื่อมีการวางเป้าหมายของชีวิต การพัฒนาตนเองจะทำให้เราก้าวไปสู่จุดที่มุ่งหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักการจูงใจผู้อื่น มีความสามารถในการนำเสนอผลงาน จัดการประชุม การเจรจาต่อรอง และมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ รู้ว่าจะจัดการองค์กรอย่างไรให้เจริญเติบโตก้าวหน้า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทักษะเหล่านี้จะทำให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้บริหารที่ดีในอนาคต

การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ถ้าสามารถค้นหาตนเองได้เร็ว พัฒนาศักยภาพและรู้จักนำเสนอศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวสู่อาชีพที่ต้องการ โอกาสยังเปิดรับให้กับคนที่พร้อมเสมอ

Q: T__T แวะไปขอความช่วยเหลือที่ห้องสมุดไว้ และขอนุญาต เอามาแปะ ขอความช่วยเหลือที่ห้องสีลมด้วยนะคะ

พรุ่งนี้ไปสอบสัมภาษณ์ที่ cmmu อยากให้พี่ๆช่วยชี้แนะทีคะ
ไม่สบายใจ ตื่นเต้น ๆ มีพี่ๆท่านใด หรือ เพื่อนๆคนไหน เคยผ่าน การสอบสัมภาษณ์ ป.โทที่ cmmu มาบ้างคะ
อยากขอความช่วยเหลือค่ะ รู้สึก กังวลๆ
เพราะงานที่ตัวเองทำอยู่ไม่ได้เป็นระดับ บริหารอะไรแบบนั้น
เลยอยากถามว่าส่วนใหญ่แล้ว อาจาร์ยที่สัมภาษณ์ จะ ถามคำถามประมาณไหน
ไม่เคยสัมภาษณ์ ป.โท ที่ไหนเลยคะ
เคยสัมภาษณ์งาน มาสามที่ ตอนนั้นว่าตื่นเต้น กังวลแล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกกังวลมากวก่าตอนสัมภาษณ์งานอีก ถ้าาสอบไม่ติดไปทำตัวเก้ๆกังๆ คงเสียดายแย่ที่ มีโอกาสได้สัมภาษณ์แล้วดันทำพลาด( คิดแง่ลบไปรึเปล่าก็ไม่รู้)
อยากขอคำแนะนำ จากพี่ๆ คะ T___T

ช่วยด้วยนะคะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

จากคุณ : น้องหมานะ

-------------------------------------------------------------------

A: คำถามทั่วไปแหละครับ

ลองนึกเปรียบเทียบกับที่สัมภาษณ์งานก็พอได้

ตัวอย่างคำถามที่น่าจะเป็นไปได้

เล่าเกี่ยวกับ บริษัท ตัวงาน หน้าที่ที่ทำ

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนสาขาที่เลือก

เรียนไปแล้ว คาดหวังว่าจะนำไปก่อประโยชน์อย่างไร ทั้งกับตัวเอง ผู้อื่น สังคม

คิดว่าจะสามารถทุ่มเทการเรียนพร้อมกับทำงานไปด้วยได้ไหม แน่ใจหรือเปล่า

ปริญญาตรีทำไมเลือกเรียนสาขานั้นๆ
 

INTERVIEW TIPS - Question 1

posted on 09 Jan 2009 20:53 by loft in IDEA, JOB, MARKETING

Q:

ไม่เข้าใจคำถามอันนี้อะครับ From your experiences so far, please describe a time when you delivered significant results.

ไม่ทราบว่าถ้าเจอคำถามประมาณแนวนี้ เราต้องตอบประมาณอย่างไรหรอครับ

คือพอผมแปล รู้สึกว่างงๆ อย่างไรไม่รู้อ่ะครับ

"จากประสบการณ์ของคุณ จงบรรยายช่วงเวลาที่คุณส่งผลลัพธ์ที่สำคัญ"

รบกวนช่วยยกตัวอย่างแบบให้เห็นภาพให้หน่อยได้ไหมครับ ว่ามันเป็นอย่างไร ผมงงอ่ะครับ

ขอบคุณมากครับ

จากคุณ : Wert

---------------------------------------------------------------

A:

ให้พูดถึง ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่คุณเคยทำมา

ดังนั้น นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะขายตัวเองได้มากที่สุด

พูดถึงครอบคลุมประเด็นที่ควรพูดถึง

เช่น เป้าหมาย วัตถุประสงค์ การวางแผน ดำเนินการ อุปสรรค การจัดการอุปสรรค
และผลลัทธ์ที่ได้ ความรู้ บทเรียนอะไรก็ว่าไป

พยายามตอบนำไปสู่ทักษะหรือเน้นทักษะที่จำเป็นในงานใหม่ เช่น การจัดการ วางแผน

INTERVIEW 12 -- เลือกที่ไหนดี

posted on 20 Nov 2008 23:20 by loft in JOB

 

----------------------------------------------------------------------------------------

INTERVIEW 12

เลือกที่ไหนดี

----------------------------------------------------------------------------------------

 

หลายๆคนที่เป็นคนทำงานคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอะไรยากๆในชีวิตการทำงานมาบ้าง ที่ยากลำดับต้นๆก็น่าจะมีเรื่องของการตัดสินใจเลือกว่าจะทำงานกับบริษัทไหนดี ไม่ว่าจะเป็นในกรณีเปรียบเทียบระหว่างบริษัทเก่ากับบริษัทใหม่ หรือระหว่างบริษัทใหม่กับบริษัทใหม่  หลายครั้งการตัดสินใจในครั้งแรกเลยอาจจะไม่ค่อยได้แง่มุมที่ครบถ้วนนัก อย่างเช่น บริษัทนี้น่าทำมากเพราะว่าจะได้ไปอยู่ใกล้ๆแฟน หรือว่าบริษัทเก่าไม่เห็นดีเลยเจ้านายลำเอียง ดังนั้นอาจะต้องมีการใช้เครื่องมือช่วยด้วยเพื่อความเป็นกลางในการตัดสินใจก็น่าจะช่วยให้ตัดสินใจเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
สำหรับเครื่องมือที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นนั้นก็ไม่ได้ยากและซับซ้อนอะไร แค่เขียนข้อดีข้อเสีย (pro & con)ในละหัวข้อที่เราเห็นว่าสำคัญ แล้วก็นำมาหักกลบกันว่าอันไหนมีข้อดีมากกว่าก็เลือกอันนั้น ถ้าน้ำหนักในแต่ละข้อไม่เท่ากันก็สามารถถ่วงน้ำหนักได้ (weighted average) ก็จะได้คำตอบตามหลักเหตุผลที่หักเรื่องอารมณ์ชั่ววูบหรือหน้ามืดตัวมัวออกไปได้พอสมควร
 
ลองมาดูสำหรับกรณีศึก
ษา

 

 


 
 
อย่างกรณีนี้ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ก็คือเรื่องของผลประโยชน์หรือเงินๆทองๆ เรื่องของงาน สุดท้ายเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนตัว
 
เริ่มจากเรื่องของเงินๆทองๆ เปรียบเทียบระหว่างที่ใหม่กับที่เก่าส่วนที่แตกต่างกันก็คือ เงินเดือนที่แตกต่างกันมากพอสมควร คือเงินเดือนในระดับที่เราตั้งเป้าไว้ใน 2 ปีข้างหน้า ที่ใหม่ให้เงินเดือนเยอะกว่า แต่ว่าไม่มีรถบริษัทให้ใช้ ดังนั้นก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของหากต้องซื้อรถ ซึ่งในกรณีนี้เมื่อหักกลบแล้วก็ยังมีเงินเหลืออีกพอสมควร ไม่ใช่ว่าเสมอตัว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จูงใจในการเปลี่ยนงานแน่นอน ในส่วนเรื่องของค่าน้ำมันก็แตกต่างกันเล็กน้อย โดยที่ใหม่จะให้เบิกเป็น mileage คิดตามกิโลที่ใช้ในการทำงาน โดยหัวหน้าเป็นคนอนุมัติ(ดังนั้นเหมือนจะเบิกไปเหอะ อยากเบิกก็เบิกประมาณนั้น) ซึ่งก็รวมค่าสึกหรอไปแล้ว ดังนั้นตรงนี้หักกันแล้วก็ออกแนวเกือบเสมอ ส่วนโทรศัพท์ที่ใหม่ให้เครื่องพร้อมเบอร์อยากโทรก็โทรไปเลย ส่วนที่เก่าไม่มีอะไร โบนัสที่เก่าการันตี 2 เดือน ส่วนที่ใหม่การันตี 1 เดือนบวกด้วย performance bonus ดังนั้นส่วนนี้จะยังไม่แน่ว่าจะออกดีหรือร้าย เลยได้คะแนนน้อยกว่า พอหักกลบกันแล้วก็ออกมาที่ระดับเดียวกัน
 
มาที่เรื่องของงานหรือบริษัท งานใหม่ดูแล้วให้โอกาสได้ใช้ทักษะต่างๆเพิ่มขึ้น มีโอกาสเพิ่มความรู้ ดังนั้นจึงให้โอกาสในการต่อยอดได้ดีกว่า เรื่องการเติบโตในบริษัทที่ใหม่น่าจะดีกว่าเนื่องจากโครงสร้างดีกว่าคือว่าหัวหน้าของหัวหน้าคือ CEO เลย เรียกว่ามีโอกาสแสดงฝีมือให้เห็นได้ ถ้าเปรียบเทียบแล้วในระดับโลกบริษัทใหม่จะมีอันดับดีกว่าแต่ขณะที่ในไทยยังเป็นรองบริษัทเก่าในหลายก้าว ที่ทำงานใหม่ไกลกว่าที่ทำงานเก่า หัวหน้าที่ใหม่ก็คืออดีตหัวหน้าเรามาชวนเราไปทำด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง ส่วนพักร้อน ป่วย ลา กิจ อะไรพวกนี้คงไม่ต่างกัน คะแนนในส่วนนี้ก็เลยออกมาที่บริษัทใหม่ภาษีดีกว่า
 
ส่วนสุดท้ายเรื่องส่วนตัวก็คือว่า ที่บ้านอยากให้ทำที่เก่ามากกว่า เนื่องจากความเสี่ยงน้อยกว่า ระดับการเป้นหน้าเป็นตาในสังคมก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่นัก อันนี้มันแปรผันตามส่วนแบ่งการตลาด ใครทำงานกับบริษัทผู้นำก็อาจจะดูมีภาษีกว่าหน่อยนึง ส่วนเรื่องสุดท้ายเรื่องเรียนถ้าเปลี่ยนงานก็น่าจะมีผลกระทบบ้าง
 
ทั้งหมดนี้คือการชักชวนไปทำงานด้วยของหัวหน้าคนหนึ่งกับลูกน้องเก่าคนหนึ่ง
 
คิดว่าถ้าเป็นตัวคุณเองจะเลือกที่ไหน?

edit @ 20 Nov 2008 23:24:47 by Loftster

----------------------------------------------------------------------------------------------

INTERVIEW 10

ระมัดระวังเกี่ยวกับการตั้งราคา

----------------------------------------------------------------------------------------------


นานมาแล้วสมัยที่ยังทำงานใหม่ๆ ที่ทำการตลาดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ (สัมภาษณ์ครั้งนี้) ระหว่างที่ทำงานไปได้สักระยะนึงเริ่มที่จะมีประสบการณ์จริงมากขึ้นแล้ว ก็มีเหตุให้เราต้องน้อยเนื้อต่ำใจกับหัวหน้า ก็เลยมีแอบไปสมัครงาน โดยที่สมัครผ่านพี่ที่รู้จักกัน ทำงานอยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ เค้ามีน้องสาวเป็นผู้บริหารอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่น ใบสมัครเราก็เลยไปถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว
และแล้วก็มาถึงวันที่สัมภาษณ์


ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนมาสัมภาษณ์เยอะเหมือนกัน แป๊บเดียวก็ได้เรียกเข้าห้อง แล้วก็เจอกับท่านๆกรรมการเต็มห้องเลย เหมือนกับตอนที่สัมภาษณ์ที่บริษัทนี้เลย ระหว่างนั้นก็ถามตอบกันไปตามปรกติ เล่าเรื่องราว ชีวิตการเรียน การทำงาน ที่ยังจำได้ก็คือว่าเค้าถามว่าทำงานหนักได้หรือเปล่า เพราะว่าการตลาดที่นี่บางครั้งต้องกลับดึกดื่นๆ เราก็ตอบไปว่าได้อยู่แล้วเพราะว่าต้องรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด (แหะ แหะ) วันนั้นก็จบการสัมภาษณ์ไปด้วยดี


อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีโทรศัพท์จากทางนั้นแจ้งมาว่ารับแล้ว ทีนี้เราก็เลยถามไปว่าเงินเดือนเท่าไหร่ครับ เค้าก็บอกว่าเท่าที่น้องขอมาแหละค่ะ เราก็แบบว่า เฮ้ย ตอนที่กรอกใบสมัครดันกรอกเงินเดือนเท่าเดิม อารมณ์ที่กำลังเซ็งงานเดิมจัด เราก็เลยผลัดเค้าไปอีกนิดหน่อยเพราะว่าต้องคิดดีๆ แล้วท้ายที่สุดก็ต้องโทรไปขอโทษเค้าเพราะว่าคงจะสละสิทธิ์


เหตุผลหลักๆก็คือ เรื่องของเงินเดือน การเดินทาง แล้วก็วัฒนธรรมองค์กร เคยตั้งใจไว้ว่าไม่ทำงานบริษัทญี่ปุ่น อยากทำกับฝรั่งมากกว่า


ประเภทธุรกิจ

  • แอร์ ญี่ปุ่น


ตำแหน่ง

  • Marketing Staff


คุณสมบัติ

  • ปริญญาตรี สาขา บริหารธุรกิจ การเงิน บัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นใกล้เคียง
  • การสื่อสารดี
  • สามารถเดินทางต่างจังหวัดได้ สู้งาน สามารถทำงานนอกเวลาได้

หน้าที่รับผิดชอบ

  • ดูแลเรื่องการจัดกิจกรรมทางการตลาด ผสมกับงานอื่นๆ

เงินเดือน เริ่มต้น

  • 10,000 บาท เขียนไปเท่านี้


วันเดือนปีที่สัมภาษณ์

  • ปี 2544


ข้อเสนอแนะ

  • กรณีที่เรียกเงินเดือนให้กรอกไปจนพอใจเลย ถ้ากรณีที่จะเปลี่ยนงานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ให้บวกเพิ่มจนถึงระดับที่เราคิดว่าเราพอใจ เพราะว่าโดยส่วนใหญ่จะมีโอกาสได้ต่อรองกันจัด แล้วชัดเจนสุดก็ตอนสมัครงานนี่แหละ อยากเขียนเงินเดือนเท่าเดิมถ้าบริษัทจ้างเดี๋ยวจะเซ็งตัวเองเพราะว่า ถ้าอยู่บริษัทเดิมอายุงานก็ยังต่อเนื่อง มีสิทธิ์ลา โบนัส สวัสดิการต่างๆ แต่มาอยู่ที่ใหม่ต้องนับใหม่

edit @ 2006/10/26 21:22:57

Related Posts with Thumbnails