job

ลองถามตัวเองว่าระหว่างที่เราใช้ชีวิตผ่านไปปีต่อปีเนี่ย
 
เคยตั้งเป้าหมายเป็นระยะๆไหมว่าแต่ละช่วงชีวิตต้องการอะไร
 
เช่น อายุ 25 ต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ ทำงานระดับไหน
 
เริ่มเรียนป.โท พออายุ 30 ต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ จบ ป.โท แต่งงานหรือยัง
 
เคยมีนักวิชาการเมืองนอกทำวิจัยนะครับ เอาเด็กที่เพิ่งจบเนี่ยมาเปรียบเทียบกันดูสองกลุ่ม
 
กลุ่มนึงปล่อยชีวิตไหลไปตามกระแสจังหวะ ไม่ได้เขียนแผนชีวิตอะไรเลย
 
กับอีกกลุ่มนึงมีการวางแผนเป็นช่วงๆ ว่าตอนนั้นตอนนี้ ต้องได้อย่างงั้นอย่างงี้
 
 
พอสิบปีผ่านไป
 
กลุ่มที่สองมีคนที่ได้ตามสิ่งที่ตัวเองอยากได้ สมหวังกันเยอะ
 
เค้าเลยสรุปว่าการที่คุณวางแผนชีวิตแล้วเขียนมันออกมา
 
ก็เปรียบกับคุณกำลังทำสัญญาจ้างกับตัวเอง
 
โดยมีแต่ละเป้าหมายที่คุณวางไว้เป็น KPI วัดในแต่ละช่วง
 
เริ่มทำวันนี้เลยครับ ถ้ายังไม่เคย ใช้ excel ทำก็ได้
 
ไม่ยากและลำบากเลยที่วางแผนให้ตัวเอง
 
ถึงแม้ไปไม่ถึงดวงจันทร์ แต่ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว
Tags: job 0 Comments

"ควอลิตี้โปรไฟล์"แนะเคล็ดลับ 7 วิธี หางานอย่างไรให้ได้งานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่ปีนี้คาดการณ์กันว่าจะมีคนตกงานถึงกว่าล้านคน ตั้งแต่การเตรียมตัว รู้ความต้องการของตลาด กระทั่งการเลือกองค์กรที่เหมาะสมกับตัวเอง

วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 มีการคาดการณ์ว่าอัตราของคนว่างงานจะสูงกว่า 1 ล้านคนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มถึง 2 ล้านคน ทั้งจากผู้ที่ถูกปลดออกจากงานและบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เมื่องานดีๆ มีจำนวนจำกัด การสมัครงานอย่างไรให้ได้งานจึงเป็นเรื่องที่หลายคนคิดหนักว่าจะเตรียมตัวอย่างไรให้เป็นที่ต้องการของนายจ้างโดยเฉพาะกับบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องเจอศึกหนักในปีนี้

cmmu

แม้หลายคนจะได้รับคำปรึกษาที่ดีจากคนใกล้ตัวก็ไม่อาจแน่ใจว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยให้การสมัครงานมีความเสี่ยงน้อยลง การเกิดขึ้นของโปรแกรม "THE GRAD" ของบริษัทควอลิตี้โปรไฟล์ จะเป็นเหมือนตัวช่วยให้ผู้สมัครมีความมั่นใจในการสมัครงานและค้นพบศักยภาพของตนเองได้ง่ายขึ้น

"คนส่วนใหญ่ที่สมัครงานแล้วไม่ได้งานก็เพราะไม่รู้จักการเตรียมความพร้อม หรือคนรอบข้างที่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้มีความรู้จริง เราพยายามเป็นเหมือนโค้ชให้เด็กว่าทำอย่างไรให้เขาโดนใจนายจ้าง สื่อให้ผู้จบการศึกษาใหม่เข้าใจ ที่ผ่านมาไม่ได้นำเสนอความรู้ความสามารถที่จะทำให้บริษัทมั่นใจที่จะรับเข้าทำงาน เพราะบริษัทย่อมแสวงหาคนที่จะไปช่วยสร้างความเจริญเติบโตมากกว่าจะรับคนที่มีแนวโน้มจะไม่สร้างผลงานเข้าทำงาน ผู้สมัครงานที่อยากจะได้งานก็ต้องมองว่าตนเองสามารถให้อะไรกับองค์กรได้บ้าง และเตรียมพร้อมให้ดี" ปิยะมิทน์ รังษีเทียนไชย กรรมการบริหารบริษัท ควอลิตี้โปรไฟล์ จำกัด กล่าว

นอกเหนือจากการมีโปรแกรมเป็นตัวช่วยแล้ว สิ่งที่บัณฑิตควรรู้เพื่อเตรียมพร้อมเบื้องต้นก็ไม่ควรละเลย จากประสบการณ์กว่า 15 ปีของ "ปิยะมิทน์" ที่ทำงานด้านการแนะแนวให้คำปรึกษาและสรรหาบุคลากรให้กับบริษัทชั้นนำ และมองเห็นปัญหาของผู้สมัครงานมามากมาย เขาได้แนะแนวทางก่อนเข้าการสมัครงานโดยสรุปได้ 7 ข้อต่อไปนี้

1.รู้จักตนเอง ว่ามีศักยภาพด้านไหน รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก การรู้จักตนเองก็ต้องเริ่มจากการที่เราลองไล่ดูว่าเราต้องการอะไร อยากเป็นอะไร คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักตนเองเพราะใกล้ตัวเกินไปจึงไม่ใส่ใจ ลองคิดดูว่าในระหว่างที่เรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาเราเรียนรู้อะไรมากขึ้น จากตอนมัธยมบ้าง นั่นคือการมองย้อนไปดูประสบการณ์ที่เรามี และต้องย้อนกลับมาถามตนเองว่าถ้านายจ้างจะจ้างเรา เรามีอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีบ้าง อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยทดสอบ วิเคราะห์ความถนัดในแต่ละด้านหรือบุคลิกภาพของคน

2.รู้ความต้องการตลาด ว่าต้องการคนแบบไหน มีอะไรที่เราสามารถไปสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านั้นได้บ้าง จากนั้นค่อยกลับมาดูว่าเราสนใจงานด้านไหน เมื่อหางานที่เราชอบได้ความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักและพิชิตงานนั้นให้ได้ก็จะตามมา เหมือนเวลาเราไปชอบใครสักคนหนึ่ง ก็ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนั้นให้มากที่สุดเพื่อที่จะชนะใจเขาให้ได้

3.หาองค์กรที่เหมาะกับเรา เป็นใครก็คงต้องการทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่และมั่นคง จึงมีแห่คนไปสมัครจำนวนมากทั้งๆ ที่อาจไม่เหมาะกับตนเอง ในตลาดยังมีองค์กรอีกมากมายที่ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจึงไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุด เพราะการรับคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าทั้งกับตัวองค์กรเองและคนทำงาน ในขณะที่คนที่มีความสามารถมากๆ เข้าไปทำงานในองค์กรแบบนี้จะรู้สึกเบื่อหน่ายและเกิดปัญหากับองค์กร

4.เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อก้าวไปสู่การเป็นมืออาชีพจะต้องเรียนรู้การพัฒนาบุคลิกภาพให้น่าสนใจและฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักพึ่งพาตนเองและให้ความช่วยเหลือผู้อื่น คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยทำให้เราก้าวไปสู่การมีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้วิธีการสัมภาษณ์งานรวมไปถึงการเจรจาต่อรองกับผู้ว่าจ้างเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน

5.การนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล การเขียนประวัติส่วนบุคคลหรือเรซูเม่อาจหาตัวอย่างได้ทั่วไป แต่ทางที่ดีควรเขียนด้วยตนเองและเรซูเม่ก็ไม่ควรยาวเกินไป ควรเขียนให้สั้นและกระชับจบได้ภายใน 1 หน้า อธิบายเฉพาะเนื้อหาสำคัญ อย่างเช่น ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ที่ทำในระหว่างเรียน หรือสิ่งที่เรียนมาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครอย่างไร หากพิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด การเลือกใช้แบบตัวอักษรก็สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพหรือความสามารถของผู้สมัครได้ จึงควรเลือกแบบตัวอักษรให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครงาน และให้ระวังการใช้แบบตัวอักษรของภาษาไทยในภาษาอังกฤษ เพราะมีระยะบรรทัดไม่เท่ากัน เมื่อเขียนเสร็จตรวจทานระวังอย่าให้มีข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างปี พ.ศ.เกิด เพราะอาจแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย สุดท้ายอย่างลืมคัดเลือกรูปถ่ายที่ดูดีที่สุดเพราะบุคลิกภาพก็มีส่วนสำคัญในการรับคนเข้าทำงาน

6.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายในชีวิตของตนเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเดินไปถึงเป้าหมาย นั่นสิ่งที่หลายคนลืมที่จะวางแผนเส้นทางชีวิตของตนเอง พอเราได้รับการบรรจุงานก็จะคิดว่านายจ้างเป็นคนกำหนดการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น แต่จริงๆ แล้วคือตัวเราเองที่ต้องมองว่างานของเรามีพัฒนาการไปถึงไหน มีประสบการณ์พอแล้วหรือยัง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด เราต้องวางแผนว่ากี่ปีเราจะก้าวไปสู่ผู้เชี่ยวชาญ มืออาชีพ และก้าวไปสู่ผู้บริหาร เมื่อรู้ระยะทางก็จะถึงจุดหมายเร็ว หากเดินเป็นเส้นตรงก็จะถึงเร็ว แต่ปัญหาของคนคือจะมีสิ่งเร้าเข้ามาทำให้เดินหลงทางจนต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าเราวางแผนชีวิตและรู้ศักยภาพตนเองแม้นายจ้างมองไม่เห็นเราก็สามารถเปลี่ยนไปสมัครงานในตำแหน่งที่สูงกว่าได้

7.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เมื่อมีการวางเป้าหมายของชีวิต การพัฒนาตนเองจะทำให้เราก้าวไปสู่จุดที่มุ่งหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักการจูงใจผู้อื่น มีความสามารถในการนำเสนอผลงาน จัดการประชุม การเจรจาต่อรอง และมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ รู้ว่าจะจัดการองค์กรอย่างไรให้เจริญเติบโตก้าวหน้า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทักษะเหล่านี้จะทำให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้บริหารที่ดีในอนาคต

การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ถ้าสามารถค้นหาตนเองได้เร็ว พัฒนาศักยภาพและรู้จักนำเสนอศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวสู่อาชีพที่ต้องการ โอกาสยังเปิดรับให้กับคนที่พร้อมเสมอ

INTERVIEW TIPS - Question 1

posted on 09 Jan 2009 20:53 by loft in IDEA, JOB, MARKETING

Q:

ไม่เข้าใจคำถามอันนี้อะครับ From your experiences so far, please describe a time when you delivered significant results.

ไม่ทราบว่าถ้าเจอคำถามประมาณแนวนี้ เราต้องตอบประมาณอย่างไรหรอครับ

คือพอผมแปล รู้สึกว่างงๆ อย่างไรไม่รู้อ่ะครับ

"จากประสบการณ์ของคุณ จงบรรยายช่วงเวลาที่คุณส่งผลลัพธ์ที่สำคัญ"

รบกวนช่วยยกตัวอย่างแบบให้เห็นภาพให้หน่อยได้ไหมครับ ว่ามันเป็นอย่างไร ผมงงอ่ะครับ

ขอบคุณมากครับ

จากคุณ : Wert

---------------------------------------------------------------

A:

ให้พูดถึง ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่คุณเคยทำมา

ดังนั้น นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะขายตัวเองได้มากที่สุด

พูดถึงครอบคลุมประเด็นที่ควรพูดถึง

เช่น เป้าหมาย วัตถุประสงค์ การวางแผน ดำเนินการ อุปสรรค การจัดการอุปสรรค
และผลลัทธ์ที่ได้ ความรู้ บทเรียนอะไรก็ว่าไป

พยายามตอบนำไปสู่ทักษะหรือเน้นทักษะที่จำเป็นในงานใหม่ เช่น การจัดการ วางแผน

FOCUS

posted on 04 Nov 2006 08:55 by loft in IDEA, JOB


การเขียนนี่เป็นช่องทางที่ช่วยคนเราในการบริหารจัดการอารมณ์ได้ดีทีเดียว คราวนี้ที่หยุดสองวันก็มีเรื่องรบกวนจิตใจมาให้คิดประมาณนึง


เอาจากอันที่ดีก่อน


วานซืนนั้นเป็นวันที่ประเมินสิ้นปี ซึ่งตอนแรกต้องคุยกับฝรั่งพร้อมกับพี่ที่เป็นหัวหน้าคนใหม่ด้วย แต่ไปๆมาๆกลับกลายเป็นว่าได้คุยกับฝรั่ง 2 ต่อ 2 ซึ่งฝรั่งก็ทำเอกสารรายการประเมินตามมาตรฐานเรียบร้อยดี ซึ่งก้มีแยกเป็นหัวข้อๆ แล้วก็ให้เกรดเรา ว่าอยู่อันไหนบ้าง ซึ่งตัววัตถุประสงค์ที่เราจะต้องบรรลุนั้นก็ทั้งหมด 17 ข้อ ซึ่งบางข้อได้รับการประเมินเพราะว่า เป็นข้อพื้นฐาน ขณะที่บางข้อจะไม่ได้รับการประเมินเพราะว่าเป็นข้อเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ซึ่งก็จะยกเป็นวัตถุประสงค์ของคราวหน้าที่เราจะต้องถูกประเมินต่อไป
ก็คุยๆกันไปพูดจากแลกเปลี่ยนความคิดผลก็คือว่า เราได้รับการประเมินทั้งหมด 12 จาก 17 ข้อ อีก 5 ข้อยกไปคราวหน้า ซึ่งเกรดก็จะแบ่งเป็น 4 ระดับ ถ้าเทียบเป็นไทยก็คือ ดียอดเยี่ยม (ทำได้มากกว่าดีกว่าจุดประสงค์) ดี(บรรลุจุดประสงค์) ปานกลาง(ทำแต่ยังไม่บรรลุจุดประสงค์) พัฒนา(ไม่ได้ทำ) อันนั้นคือเกรด ของเราได้ 1 ดียอดเยี่ยม 10 ดี 1 ปานกลาง ซึ่งก็ดูโดยรวมแล้วก็น่าพอใจ ก็ไม่ค่อยได้เถียงอะไรกันเท่าไหร่ อันนี้ก็ออกแนวลั๊ล ลา หน่อย


คราวนี้เอาเรื่องปวดหัวหน่อยละกัน


ปวดหัวเรื่องกิจกรรมนักเรียนของเรา คือว่าอาทิตย์หน้าจะมีการไปออกค่ายพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำที่เราเรียนปริญญาโทอยู่ ทีนี้แต่ละวิชาเอกจะต้องส่งการแสดงบนเวที เราซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตี(ถ้าไม่รับหน้าเสื่อก็ไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อน) ก็เลยเป็นตัวแทนภาควิชาไปกลายๆ เวลาเข้าประชุมกับทางมหาวิทยาลัย แล้วก็เอามาประชุมกับเพื่อนที่เรียนภาคเดียวกัน


ทีนี้ความที่คนเรามันก็มีทั้งที่อยากทำกิจกรรมและก็ไม่อยากทำ เรื่องมันออกมาแนวว่าประชุมกันคราวนี้ก็เลือกกันความคิดนึง พอมาคราวหน้าคนที่เข้าประชุมก็ปรับมาเป็นอีกอันนึง จนครั้งสุดท้ายก็ยังเปลี่ยนกันอีก เอ้าไม่ว่ากัน พอจบประชุมไปก็มีโทรศัพท์มาพยายามจะล็อบบี้ขอเปลี่ยนการแสดง แล้วตอนอยู่ในห้องไม่พูดกัน ห้องประชุมเค้ามีไว้ให้แสดงความคิดเห็น พอมีข้อตกลงแล้วก็มาเปลี่ยนนอกรอบอย่างนั้นจะประชุมกันทำไม แล้วจะพูดกับคนอื่นยังไงเพราะทุกคนที่แบ่งงานก็เข้าไปสู่ขั้นตอนทำงานกันแล้ว ถ้ายกเลิกไอเดียที่ผ่านที่ประชุม คราวนี้รับรองว่าไม่คนทำงานแน่ๆ เพราะว่าเปลี่ยนหลายรอบแล้ว จะทะเลาะกันเพราะเรื่องอย่างนี้มันก็ไม่คุ้ม แต่จริงๆที่มาเรียนกันนี่ อายุก็ไม่น้อยแล้ว หน้าที่การงานก็เป็นระดับผู้จัดการกันซะส่วนใหญ่(ตัวตั้งตัวตีที่จะเปลี่ยนการแสดงเนี่ยนะ)


จริงๆการแสดงก็ไม่ได้มีอะไรที่ยากเย็นเลย เตรียมตัวนิดหน่อย สำหรับคนที่อายเราก็มีทางออกไว้ให้แล้ว ถ้าทุกคนไม่เสียสละความเป็นตัวเองเล็กๆน้อยๆ บ้าง มันจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร เพราะว่าเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน


ชีวิตถ้ามองที่อุปสรรค เมื่อไหร่มันจะถึงจุดหมาย

----------------------------------------------------------------------------------------------

INTERVIEW 10

ระมัดระวังเกี่ยวกับการตั้งราคา

----------------------------------------------------------------------------------------------


นานมาแล้วสมัยที่ยังทำงานใหม่ๆ ที่ทำการตลาดกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ (สัมภาษณ์ครั้งนี้) ระหว่างที่ทำงานไปได้สักระยะนึงเริ่มที่จะมีประสบการณ์จริงมากขึ้นแล้ว ก็มีเหตุให้เราต้องน้อยเนื้อต่ำใจกับหัวหน้า ก็เลยมีแอบไปสมัครงาน โดยที่สมัครผ่านพี่ที่รู้จักกัน ทำงานอยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ เค้ามีน้องสาวเป็นผู้บริหารอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่น ใบสมัครเราก็เลยไปถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว
และแล้วก็มาถึงวันที่สัมภาษณ์


ระหว่างที่นั่งรอก็มีคนมาสัมภาษณ์เยอะเหมือนกัน แป๊บเดียวก็ได้เรียกเข้าห้อง แล้วก็เจอกับท่านๆกรรมการเต็มห้องเลย เหมือนกับตอนที่สัมภาษณ์ที่บริษัทนี้เลย ระหว่างนั้นก็ถามตอบกันไปตามปรกติ เล่าเรื่องราว ชีวิตการเรียน การทำงาน ที่ยังจำได้ก็คือว่าเค้าถามว่าทำงานหนักได้หรือเปล่า เพราะว่าการตลาดที่นี่บางครั้งต้องกลับดึกดื่นๆ เราก็ตอบไปว่าได้อยู่แล้วเพราะว่าต้องรับผิดชอบงานให้ดีที่สุด (แหะ แหะ) วันนั้นก็จบการสัมภาษณ์ไปด้วยดี


อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีโทรศัพท์จากทางนั้นแจ้งมาว่ารับแล้ว ทีนี้เราก็เลยถามไปว่าเงินเดือนเท่าไหร่ครับ เค้าก็บอกว่าเท่าที่น้องขอมาแหละค่ะ เราก็แบบว่า เฮ้ย ตอนที่กรอกใบสมัครดันกรอกเงินเดือนเท่าเดิม อารมณ์ที่กำลังเซ็งงานเดิมจัด เราก็เลยผลัดเค้าไปอีกนิดหน่อยเพราะว่าต้องคิดดีๆ แล้วท้ายที่สุดก็ต้องโทรไปขอโทษเค้าเพราะว่าคงจะสละสิทธิ์


เหตุผลหลักๆก็คือ เรื่องของเงินเดือน การเดินทาง แล้วก็วัฒนธรรมองค์กร เคยตั้งใจไว้ว่าไม่ทำงานบริษัทญี่ปุ่น อยากทำกับฝรั่งมากกว่า


ประเภทธุรกิจ

  • แอร์ ญี่ปุ่น


ตำแหน่ง

  • Marketing Staff


คุณสมบัติ

  • ปริญญาตรี สาขา บริหารธุรกิจ การเงิน บัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นใกล้เคียง
  • การสื่อสารดี
  • สามารถเดินทางต่างจังหวัดได้ สู้งาน สามารถทำงานนอกเวลาได้

หน้าที่รับผิดชอบ

  • ดูแลเรื่องการจัดกิจกรรมทางการตลาด ผสมกับงานอื่นๆ

เงินเดือน เริ่มต้น

  • 10,000 บาท เขียนไปเท่านี้


วันเดือนปีที่สัมภาษณ์

  • ปี 2544


ข้อเสนอแนะ

  • กรณีที่เรียกเงินเดือนให้กรอกไปจนพอใจเลย ถ้ากรณีที่จะเปลี่ยนงานไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ให้บวกเพิ่มจนถึงระดับที่เราคิดว่าเราพอใจ เพราะว่าโดยส่วนใหญ่จะมีโอกาสได้ต่อรองกันจัด แล้วชัดเจนสุดก็ตอนสมัครงานนี่แหละ อยากเขียนเงินเดือนเท่าเดิมถ้าบริษัทจ้างเดี๋ยวจะเซ็งตัวเองเพราะว่า ถ้าอยู่บริษัทเดิมอายุงานก็ยังต่อเนื่อง มีสิทธิ์ลา โบนัส สวัสดิการต่างๆ แต่มาอยู่ที่ใหม่ต้องนับใหม่

edit @ 2006/10/26 21:22:57

Related Posts with Thumbnails