movie

HARRY POTTER 6: THE HALF BLOOD PRINCE

posted on 26 Jul 2009 22:24 by loft in MOVIE

Harry 6

ไปดูมาแล้ว Harry Potter 6: The Half Blood Prince

หนังก็สนุกดี สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสืออย่างเราก็ถือว่าไม่เลวร้ายแต่อย่างใด

แต่ว่าการดำเนินเรื่องมันออกจะเนิบๆไปหน่อย ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย

ทำมาเพื่อปูเรื่องไปสู่ภาคสุดท้าย ต้องรอดูปีหน้าอีกครั้ง

Top 5 Love Film for Bachelors

posted on 13 Feb 2009 04:38 by loft in MOVIE

5 หนังรักที่คนโสดควรดู

ในเมื่อกำลังนับถอยหลังสู่วันวาเลนไทน์ปีนี้ ในฐานะคนโสดๆดีๆ อย่างเราขออยู่ในกระแสด้วยการจัดอันดับหนังรักที่คนโสดควรจะได้ดู จะได้หาคู่กันต่อไป

Click
ดูเรื่องนี้แล้วคุณจะรู้สึกว่าการที่เราให้ความสำคัญกับคนที่เรารักในวันนี้ มีค่ามากที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่าไปกว่าการที่คุณได้บอกรัก หรือให้เวลา ในขณะที่เรายังอยู่ด้วยกัน จะดีกว่า มารู้
ตัวเมื่อสาย

Hitch
อันนี้เป็นเรื่องที่บอกว่า รักไม่มีพรหมแดน ทุกอย่างเป็นไปได้ เพียงแต่กล้าที่จะก้าวออกไป นอกจากนั้นยังบอกอีกว่า เรื่องรักๆนี่ไม่มีรูปแบบตายตัว จริงๆ ดูแล้วก็ได้กำลังใจดี

 

Shall we dance?
แม้ว่าเราจะรักกันมานานแสนนาน แต่ใช่ว่าเราจะเป็นเจ้าของ ทุกคนย่อมต้องการโลกส่วนตัวบ้าง ดังนั้นความรักไม่ใช่การยึดเหนี่ยว แต่เป็นเรื่องของความเชื่อใจและให้เกียรติ

Evan Almighty
ความรักที่สำคัญมากแต่หลายคนๆอาจจะลืมๆไปบ้าง ก็ความรักของครอบครัว ถ้าจะถามว่าใครที่จะให้ความรักเราอย่างปราศจากเงื่อนไข ครอบครัวคือหนึ่งในคำตอบนั้น


 

Love actually
นี่คือเรื่องที่ชอบที่สุดแล้ว มีความรักหลายรูปแบบ ดูกี่ทีก็ชอบ


 

MOVIE REVIEW : 300

posted on 20 Mar 2007 23:08 by loft in MOVIE


วันอาทิตย์ได้ดูหนังเรื่อง 300 วันนี้เลยขอเอามาเล่าแทนละกัน ในชีวิตไม่ค่อยมีเหตุการณ์อะไรเท่าไหร่

เรื่องสามร้อย เป็นหนังย้อนยุคแอคชั่นที่พูดถึงยุคสมัยโบราณ นึกถึงอารมณ์การแต่งตัวก็ประมาณ gladiator กับ troy ประมาณนั้น โดยเรื่องนี้จะพูดถึงความกล้าที่มีอยู่ในชาวสปาร์ตาร์ที่ชีวิตจะมีความผูกพันกับสงครามมานานเท่านาน

หนังถ้าจะว่าไปก็เหมือนหนังประวัติศาสตร์ที่ได้พูดถึงความกล้าหาญของชาวสปาร์ตันที่นำโดยกษัตริย์ลีโอไนดัสเพื่อต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของเปอร์เซียที่มีกองทัพมหาศาล แต่ว่าลีโอไนดัสนำทหารไปสู้รบเพียงสามร้อยคนเท่านั้น

เรื่องที่น่าคิดก็คือว่าทั้งสองฝ่ายต่างที่จะคงไว้ซึ่งหน้าบันทึกในประวัติศาสตร์ กล่าวคือฝ่ายสปาร์ตันก็ต้องการที่จะเป็นเสรีชนที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใด ถ้าต้องเป็นทาสก็ขอสู้จนตัวตายดีกว่า ขณะที่ฝ่ายเปอร์เซียก้ต้องการที่จะจารึกว่าตัวไปครอบครองดินแดนไปทั่วโลก และจะทำลายข้อมูลการคงอยู่ของชาวสปาร์ตันออกไปจากประวัติศาสตร์เสียให้สิ้น เพราะว่าเป็นเผ่าที่พิชิตได้ยากเย็นเหลือเกิน (เหตุการณ์คล้ายคลึงกันคือ จิ๋นซีฮ่องเต้ได้ทำลายหนังสือและบันทึกคำสอนไปมากมายในช่วงที่รวบรวมแผ่นดินจีน)

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/e/ea/Three_hundred.jpg/200px-Three_hundred.jpg

แต่มาวันนี้การเวลาผ่านไปเกินกว่าสองพันปี ตำนานความกล้าหาญของชาวสปาร์ตันก็ยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้

เขียนไปเขียนมาไม่ได้พูดเกี่ยวกับหนังเลยแฮะ

หนังดีครับชอบ ให้สี่ดาวครึ่ง (ดาวจากความชอบของตัวเอง เอากฎเกณฑ์ไม่ได้)

 

MOVIE REVIEW : FINAL SCORE

posted on 30 Jan 2007 00:26 by loft in MOVIE

วันนี้หยุดอยู่บ้านแล้วก็ทำตัวขี้เกียจกว่าจะกินมื้อแรกก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว ขลุกอยู่ในห้องทั้งวัน เล่นนั่นเล่นนี่ นอนกลิ้งๆขดๆ ไม่ดีอย่างที่ว่าไม่สบายน้ำมูกไหลเหลือเกิน สงสัยว่าเพราะอากาศเปลี่ยน

 

ตอนเย็นได้ไปดูหนังรอบพิเศษเรื่อง Final Score ปกติไม่ค่อยจะมีโชคทางด้านเล่นเกมเท่าไหร่ แต่คราวนี้โชคดีที่ได้รางวัล แต่ถึงไม่ได้เรื่องนี้เราก็ตั้งใจว่าจะไปดูอยู่แล้วเพราะว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เอาเรื่องที่ใกล้ตัวของเด็กวัยสิบแปดหลายๆคน และคนที่เคยผ่านวัยนั้นมาหลายปีก็สามารถดูได้อย่างสบายๆ

 

หนังเป็นเรียลลีตี้ที่จับเอาประเด็นการสอบ Entrance ของเด็กไทยที่มีมานานนับปี แล้วก็เรื่องนี้อีกเช่นกันที่ว่าทำเด็กหลายๆคนเครียด พาลทำให้พ่อแม่พี่น้องเครียดไปด้วย แล้วก้กลับมาทำให้เด็กเครียดอีกที เฮ้อ

 

หนังเลือกถ่ายทำตั้งกล้องกันตลอดปี คอยติดตามการใช้ชีวิตประจำวันก็นักเรียนม.6 ที่จะต้องเอ็นท์ ดังนั้นชีวิตตั้งแต่การเรียนเล่น เฮฮา ในสมัยมอปลายที่เราเคยเรียน จะมาอยู่ในหนังเรื่องนี้หมด ตั้งแต่การสอบที่คู่กับการใช้ความรู้รอบตัว หรือการท่องหนังสือเป็นบ้าเป็นหลัง ยังไม่พอต้องเรียนพิเศษอีกต่างหาก แล้ววันๆจะเหลือเวลาทำอะไรที่มันบันเทิงใจกันสักเท่าไหร่เด็กไทย

 

หนังเรื่องนี้ข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจนคือมันดูจริงมาก เพราะว่ามันคือเรียลลิตี้หนึ่งปีแล้วมาตัดให้เหลือเป็นหนังราวๆสองชั่วโมงให้เราดู เวลาดูแล้วเราจะมีอารมณ์ร่วมและคล้อยตาม แถมแอบลุ้นเป็นระยะๆ จะไม่ให้ลุ้นได้ยังไงในเมื่อเราเห็นน้องนักเรียนอ่านหนังสืออย่างหนัก แล้วต้องไปสอบ แม้ว่าอัตราส่วนมันค่อนข้างจะโหดร้ายขนาดที่ว่าสาขานี้คนสอบสองหมื่นหกพันคน รับจำนวนสามร้อยกว่าเท่านั้น น้อยซะยิ่งกว่าน้อย

 

ในหนังได้เอาปมเรื่องการเรียนในบ้านเรามาตีแผ่และแฉได้อย่างดีทีเดียว ปัญหาคลาสสิกรุ่นสู่รุ่น เช่น ลูกอย่างเรียนอย่าง แต่ที่บ้านอยากให้เรียนอีกวิชา ด้วยความเป็นห่วงในอนาคตของลูก หรืออย่างคะแนนสอบไม่ดีเลยต้องเบนเข็มไปเรียนอีกสาขาแทนที่คะแนนมีความน่าจะเป็นได้สูงกว่า เหล่านี้ไม่ว่าสมัยไหนๆก็ยังเป็นปัญหาเหมือนเดิม ในอนาคตก็คาดว่าระบบการศึกษาของเราก็คงยังไม่แตกต่างจากเดิมนัก คือล้มเหลว

Photobucket - Video and Image Hosting

หนังเรื่องนี้สามารถดูได้ทั้งครอบครัว ซึ่งสามารถทำให้เราเห็นมุมมองของทั้งลูกและพ่อแม่ ถ้าต่างคนพยายามดูแล้วทำความเข้าใจน่ามีประโยชน์มากทีเดียว หนังมีหลายฉากที่แสดงถึงความอบอุ่นในครอบครัวนั้นเป็นกำลังสำคัญสำหรับลูกๆในยามที่เค้าท้อแท้ หรือต้องการกำลังใจ คนใกล้ชิดสำคัญที่สุด

 

ถ้าให้สรุปสั้นๆหนังรวมหลายๆอารมณ์ที่จะทำให้เราเคลิ้มตามได้ง่ายๆ สามารถทำให้เกิดอารมณ์ร่วมได้หลายฉากเลยทีเดียว บอกคำเดียวว่าควรดู

 

แต่บางครั้งโลกแห่งความจริงมันก็โหดร้าย ความพยายามอยู่ไหน ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป เพราะโลกมันเป็นเช่นนั้นเอง

 

เรื่องนี้สี่ดาวครึ่งครับ

 

ป.ล. เรื่องนี้ที่ชอบมากเลยคือว่าไม่มีเรื่องของอบายมุขเข้ามาในฉากเลย เยาวชนดูได้อย่างสบายใจ

FINAL SCORE

posted on 24 Dec 2006 15:37 by loft in MOVIE
วันนี้ลองเข้าเว็บเล่นให้สะใจซะหน่อยหลังจากที่ต้องสอบมากมาย รายงานก็เพียบแต่ว่าเราได้ปลดมันออกไปแล้วเมื่อวานนี้

วันนี้เจอคลิปของหนัง reality ที่กำลังจะเข้าฉายตอนต้นปีที่แบบว่าน่าสนใจมากๆ แล้วเราก็คิดว่าน่าจะทำรายได้ได้ดีด้วย เพราะว่าคนดูน่าจะอินกับวันเวลาและประสบการณ์ที่ผ่านมา

หนังเรื่อง
final score จะเกี่ยวกับการจับตาดูกลุ่มนักเรียนที่จะสอบ entrance ว่าในหนึ่งปีเค้ามีวันเวลาอะไรอย่างไรกันบ้าง

น่าสนใจมาก หนังกำกับโดย
โสรยา นาคะสุวรรณ หนึ่งในผู้ไม่ได้กำกับแฟนฉัน


REVIEW: DEJAVU

posted on 19 Dec 2006 07:26 by loft in MOVIE

เมื่อวานนี้ไปดูเดจาวูมา หนังก็สนุกดีอย่างที่ได้ยินคนอื่นเค้าเปรยๆกัน แต่กับพล็อตนี้เราว่ามันคล้ายๆกับ frequency เหมือนกัน มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการข้ามมิติเวลา เหมือนกันแล้วก้เกี่ยวกับฆาตกรรมทั้งสองเรื่อง ในเรื่องเดจาวูก็เริ่มจากในนิวออร์ลีนส์เกิดการก่อการร้ายวางระเบิดเรือที่กำลังลำเลียงทหารเรือไปที่ไหนซักที่ ทีนี้ก็มีตัวเอกเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษที่ควบคุมสุรา บุหรี่แล้วก็วัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ดั๊กมีพรสวรรคืมากคือสามารถประติดประต่อเรื่องเล็กน้อยจนเห็นภาพทั้งหมดได้ ซึ่งความสามารถอันนี้ก็เข้าตาเอฟบีไอ เลยชวนเข้าโครงการลับของรัฐบาลในการสืบคดีนี้

ดั๊กเลยได้รู้ถึงการเจาะเวลาหาอดีตอย่างไม่ได้ตั้งใจ ส่วนเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ทำไมถึงตั้งชื่อว่าเดจาวูคงต้องให้ไปดูกันเอง

ระดับความสนุกเราให้สามดาวครึ่ง

MOVIE REVIEW : CLICK

posted on 13 Sep 2006 09:21 by loft in IDEA, MOVIE

 

เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะเคยมีความรู้สึกว่าอยากจะย้อนกลับไปในอดีตเพื่อไปแก้ตัวในสิ่งที่ไม่เคยบอก ไม่เคยทำในครั้งนั้น ในขณะที่บางคนอาจจะเร่งวันเร่งคืนเพื่อพอเจอกับสิ่งที่คิดว่าดี อย่างเราเองก็อยากเร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันสิ้นเดือนอยู่บ่อยๆ อิอิ


ในหนังเรื่องคลิกได้เอาโจทย์ทีเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยพูดว่า ถ้ารู้อย่างนี้............ หรือไม่ก็ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็ล่ะก็...........อีกทีก็อยากผ่านไปเร็วๆจัง มาทำเป็นหนังตลกขำขัน โดยมีดาราอารมณ์ดีอย่างอดัม แซนเล่อร์(ไม่รู้อารมณ์ดีหรือเปล่าแต่ชอบตั้งแต่ 50 first date กับ the longest yard) มาเล่นเป็นพระเอก


เริ่มเรื่องจากพระเอกไปได้รีโมทมาอันนึงแล้วก็นึกว่าเป็นรีโมทสารพัดประโยชน์ธรรมดาแต่เหตุการณ์ไม่ธรรมดาตรงที่นอกจากมันจะควบคุมทีวี ประตูโรงรถ โคมไฟในห้องหรือหน้าบ้าน มันยังสามารถควบคุมอากัปกิริยาของทุกสิ่งที่เราอยากคุม เริ่มตั้งแต่ หรี่เสียง ดับเสียง หยุด ฟอร์เวิร์ด รีเพลย์ ที่เด็ดคือสโลโมชั่น แต่ที่ขำสุดคือมี พิคเจอร์ อิน พิคเจอร์ โอ้ว ช่างเป็นสววรค์สำหรับคนถือจริงๆ


แต่ในเมื่อเราคุ้นเคยกับความสบายแล้ว เชื่อว่าไม่ว่าพระเอกหรือคนธรรมดา ย่อมมีเผลอไผลอยากสบาย ดังนั้นพระเอก ไมเคิล(อดัม แซนเล่อร์) จึงได้เลื่อนฟอร์เวิร์ดเหตุการณ์ที่ไม่ชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ไม่สบาย รถติด อาบน้ำ เวลาทะเลาะกัน หรือกระทั่งเมคเลิฟ เรื่องของเรื่องก้คือรีโมทมันฉลาดจัดเมื่อจำเหตุการณ์ได้ครั้งนึง มันจะบันทึกไว้ตลอดแล้วก็จะทำการเล่นอัตโนมัติ ดังนั้นเหตุการณ์ที่ไม่ชอบไมเคิลจะไม่ได้จำหรืออยู่ในช่วงเวลานั้นเลย


หนังเหมือนจะขำขันตลอดเรื่องแต่ว่ามีมุขที่ว่าคิดว่าหลายคนดูแล้วจะรู้สึกสะอึก ก็ตอนที่ไมเคิลรู้ว่าพ่อตัวเองตายแต่ว่าเค้าเพิ่งมารู้อีกหลายเดือนต่อมา เพราะว่าตัวเองกดฟอร์เวิร์ดเหตุการณ์ไปดังนั้นไมเคิลจึงไม่ได้ร่วมดูใจพ่อตัวเอง แต่สิ่งที่ไมเคิลทำได้คือว่ากดรีโมทเพื่อไปดูเวลาครั้งสุดท้ายที่มาเจอพ่อตัวเอง เรื่องราวน่าสนใจทำให้อยากมีรีโมทขนาดไหนแนะนำว่าให้ไปดู


ดูเรื่องนี้แล้วได้ข้อคิดหลายข้อนะ


ดาวส่วนตัวของเราให้ 4 ดาวครึ่ง (ดาวเรานี่มาจากความชอบนะ ดาวส่วนตัว แล้วแต่ดุลยพินิจคนอ่านจ้า)


edit @ 2006/10/26 21:12:49

Related Posts with Thumbnails