strategy

CASE STUDY: JIFFY PARTNERING WITH TOPS

posted on 23 Sep 2009 07:01 by loft in MARKETING

I found this fascinating quote today:

"ทศ จิราธิวัฒน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระบุว่า รูปแบบการขยายธุรกิจในอนาคตของเซ็นทรัลรีเทลไม่จำเป็นที่จะต้องขยายด้วยตัวเองเท่านั้น การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในธุรกิจต่างๆ จะเห็นภาพที่ชัดและมากขึ้น กลยุทธ์ของบริษัทจะ open & flexible มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ซีอาร์ซีพร้อมคุยหมดthairetail.blogspot.com, All about Retail in Thailand, Sep 2009

You should read the whole article.

Jiffy

การร่วมมือกันระหว่าง ปตท. กับ Tops น่าจะเป็น Case Study ที่กรณี win-win ทั้งคู่เนื่องจากทั้งคู่ต่างสมประโยชน์กัน

ซึ่งการสมประโยชน์กันนี้เป็นหลักทั่วไปของการเลือก strategic partner ข้อสำคัญ

เพราะในโลกธุรกิจคงไม่มีใครเป็นมูลนิธิคอยให้ความช่วยเหลือคนอื่น ทุกองค์กรต้องแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อผู้ถือหุ้น

อย่างในกรณีนี้ ถ้าเอา SWOT Analysis มาดูจะพบว่า

 

 

Jiffy

Tops

Strength Jiffy มี  brand ที่แข็งอยู่แล้ว  Tops มีภาพของผู้นำร้าน Supermarket
  ลูกค้ามี perception ที่ดี  
Weakness ปตท ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารร้านค้าปลีก  Tops ไม่มีรูปแบบร้านใหม่ๆ หรือช่องทางรายได้ใหม่ๆ
  จำนวนร้าน Jiffy มีเพียง 147 ร้าน  
Opportunity ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน ยังไม่มีผู้นำอย่างชัดเจน ลูกค้ามีความคุ้นเคยกับร้านค้าในปั๊มน้ำมันมากขึ้น 
Threat   กฎหมายควบคุมการขยายร้านค้าปลีกทำให้ขยายสาขาได้ยาก

 

สรุปประโยชน์ที่ทั้งคู่ได้รับจากการเป็น partner กัน

  1. Tops สามารถสร้างรายได้เพิ่มจาก Know how ของตนเอง (Tops คงพยายามผูกขาดการเป็นพันธมิตร)
  2. Tops สามารถเพิ่ม bragaining power จาก volume Tops + Jiffy
  3. ปตท. ได้ลดต้นทุนการบริหารงานจาก economy of scale ของ Tops
  4. ปตท. มีโอกาสได้เรียนรู้ Know how จาก Tops (แต่ Tops คงพยายามกั๊ก)

ท้ายที่สุด ปตท. จะบริหารเอง

เป็นข่าวฮือฮาในแวดวงธุรกิจและคอกาแฟ เมื่อบ้านใร่กาแฟ ตำนานกาแฟแบรนด์ไทยตัดสินใจทยอยปิดสาขาในปั๊ม ปตท.ทั้งหมด 70 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมนี้ หลังไม่สามารถเจรจากับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เจ้าของพื้นที่ได้ โดย ปตท.มีแผนปั้น "อะเมซอน คาเฟ่" ขึ้นมาต่อกรกับบ้านใร่ฯ

หลายเดือนที่ผ่านมา "สายชล เพยาว์น้อย"